โรคในปอมเมอเรเนียน ที่พบบ่อยมีอยู่หลายโรค เช่น โรคสะบ้าเคลื่อน โรคหลอดลมตีบ โรคขนร่วงโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งสุนัขทุกสายพันธุ์ต่างก็มีโรคประจำพันธุ์ด้วยกันทั้งนั้น หากพบโรคในปอมเมอเรเนียนที่กล่าวมา ควรรีบพาไปรักษากับสัตวแแพทย์ทันที

โรคในปอมเมอเรเนียน ที่ต้องระวัง

สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนเป็นสายพันธุ์ที่มีสุขภาพโดยรวมดี แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาสุขภาพได้เช่นกัน สุนัขพันธุ์นี้มีโอกาสเป็นโรคไทรอยด์และโรคลมชัก ซึ่งอาจนำไปสู่อาการชักได้ นอกจากนี้ปอมเมอเรเนียนยังมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาดวงตา ไม่ว่าจะเป็นต้อกระจก และท่อน้ำตาอุดตัน ปัญหาสะบ้าเคลื่อนก็พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์นี้ และโรคในปอมเมอเรเนียนที่พบได้มีดังนี้

6 โรคที่พบได้ในสุนัขปอมเมอเรเนียน

1. โรคสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation)

โรคสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation) โรคในปอมเมอเรเนียน เกิดจาการที่สะบ้าหรือลูกสะบ้า (patellar) ซึ่งปกติจะอยู่บนร่อง trochlea โดยมีเอ็นรวมของกลุ่มกล้ามเนื้อ quadriceps ที่เรียกว่า patellar ligament พาดผ่านคอยกักเก็บลูกสะบ้าไว้ เกิดการเคลื่อนหลุดออกมาจากร่องดังกล่าว โดยมักจะเคลื่อนออกไปทางด้านใน (medial) มากกว่าเคลื่อนออกไปทางด้านนอก (lateral) ส่วนใหญ่จะพบในสุนัขพันธุ์เล็กมากกว่าสุนัขพันธุ์ใหญ่
จากการเก็บข้อมูลของ Orthopedic Foundation for Animals หรือ O.F.A. ตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 1974 จนถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2013 พบว่า เป็นโรคในปอมเมอเรเนียนที่พบมากที่สุด ในขณะที่บ้านเรา จากการศึกษาย้อนหลังปัญหากระดูกสะบ้าเคลื่อนในสุนัข ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2546 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2548 จำนวน 63 ตัว ของ รศ.น.สพ.ดร.นริศ เต็งชัยศรี และคณะ พบว่าอันดับหนึ่งเป็นสุนัขพันธุ์พูเดิ้ล แต่รองมาก็ยังเป็นสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนอยู่
สอดคล้องกับการศึกษาของ รศ.น.สพ.ดร.กรกฎ งานวงศ์พาณิชย์ และคณะ ที่ได้ทำการศึกษาความชุกและปัจจัยการเกิดโรคสะบ้าเคลื่อนในสุนัขเขตจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างปี ค.ศ. 2006-2011 ที่เข้ารับการตรวจในคลินิกออร์โธปิดิกส์ ในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 2006 ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011 ก็พบว่าโโรคในปอมเมอเรเนียนโรคนี้สูงเป็นอันดับสอง รองจากสุนัขพันธุ์พูเดิ้ลเช่นกัน จึงเห็นได้ว่าโรคสะบ้าเคลื่อนนี้ เป็นโรคในปอมเมอเรเนียนที่พบได้บ่อยทั้งในไทยและต่างประเทศเลยทีเดียว

อาการของโรคสะบ้าเคลื่อน

ซึ่งโรคสะบ้าเคลื่อนโรคในปอมเมอเรเนียนในระดับที่รุนแรง จะแสดงอาการร้องปวด เดินยกขา ขาบิดจนโก่งงอ ไม่สามารถเหยียดข้อเข่าและลงน้ำหนักที่เท้าได้ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และทำกายภาพบำบัดนานนับเดือนกว่าจะกลับมาใช้ขาได้ตามปกติ ส่วนในรายที่ยังเป็นระดับไม่รุนแรง เจ้าของอาจสังเกตไม่พบความผิดปกติดังกล่าว แต่อย่าเพิ่งชะล่าไปใจ เพื่อเป็นการป้องกัน สิ่งที่เจ้าของที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ทุกคนควรต้องปฏิบัติ เพื่อชะลอให้ให้โรคพัฒนารุนแรงขึ้น สามารถทำได้ ดังนี้
  1. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวหรือเล่นที่อาจส่งผลต่อกระดูกข้อเข่า เช่น การกระโดดขึ้นๆ ลงๆ ที่สูง หรือวิ่งขึ้นลงบันไดเร็วๆ การเล่นแรงๆ ที่อาจไปกระทบกระแทกข้อเข่า
  2. หลีกเลี่ยงการเลี้ยงหรือการเดินบนพื้นลื่นๆ เช่น พื้นกระเบื้อง พื้นปาร์เก้ พื้นหินอ่อน ฯลฯ
  3. พยายามตัดขนที่ฝ่าเท้าให้เรียบ อย่าให้ยาวจนมาปกคุลมฝ่าเท้า เพราะจะทำให้ลื่นเวลาก้าวเดิน คล้ายกับการที่คนเราสวมถุงเท้าแล้วเดินบนพื้นลื่นๆ
  4. ต้องควรคุมน้ำหนักอย่าให้มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน เพราะจะส่งผลให้ข้อรับน้ำหนักมากเกินไป
  5. เลือกอาหารที่มีส่วนผสมของสารบำรุงข้อ เช่น กลูโคซามีน คอนดรอยตินซัลเฟต เพื่อช่วยซ่อมแซมและรักษาผิวข้อ และเพิ่มการสร้างน้ำไขข้อ ซึ่งเป็นสารหล่อลื่นช่วยลดแรงกระแทก ป้องกันโรคข้อเสื่อมที่จะตามมา สารเสริมอื่นๆ ได้แก่ พวกโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบของข้อ หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระต่างๆ เช่น วิตามินซี วิตามินอี ฯลฯ ช่วยป้องการการเสื่อมของกระดูกและข้อได้ ทั้งนี้หากจะเสริมอะไรควรปรึกษาคุณหมอก่อน
  6. ให้ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น พาเดินหรือวิ่ง ว่ายน้ำ เป็นต้น เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ สร้างความแข็งแรงช่วยในการรองรับน้ำหนักและทำให้การเคลื่อนไหวมั่นคงยิ่งขึ้น เจ้าของที่เลี้ยงน้องหมาพันธุ์เล็กอย่างปอมเมอเรเนียน อาจซื้อสระยางแบบเป่าลมของเด็ก มาให้น้องหมาหัดว่ายน้ำก็ได้

2. โรคหลอดลมตีบ (Tracheal collapse)

โรคในปอมเมอเรเนียน หลอดลม (Trachea) เป็นอวัยวะเชื่อมต่อจากคอหอยไปถึงปอด คล้ายท่อลม แต่ท่อลมนี้จะมีโครงสร้างเป็นส่วนแข็งที่เรียกว่า กระดูกอ่อน (cartilage rings) รูปตัวซีครึ่งหนึ่ง กับส่วนอ่อนที่เป็นกล้ามเนื้อ tracheal muscle อีกครึ่งหนึ่ง พอโครงสร้างที่เป็นส่วนแข็งเกิดอ่อนตัวลง ทำให้ผิดรูปไป ส่งผลให้ส่วนอ่อน ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อยุบตัวลงมาปิดกั้นทางไหลผ่านของลม ท่อลมก็เลยตีบแคบ เกิดเป็นโรคหลอดลมตีบ (Tracheal collapse) ตามมา
เป็นโรคในปอมเมอเรเนียนที่พบได้บ่อย และพบในสุนัขพันะุ์เล็ก ช่วงอายุ 4-6 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในรายที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน น้องหมาพันธุ์ปอมเมอเรเนียนก็เป็นหนึ่งในพันธุ์สุนัขที่ พบว่าป่วยเป็นโรคนี้จำนวนมากเช่นกัน จากการสำรวจข้อมูลของ Orthopedic Foundation for Animals หรือ O.F.A. ในสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนจำนวน 999 ตัว พบว่าป่วยเป็นโรคนี้อยู่ 102 ตัว คิดเป็น 10.21% เลยทีเดียว

อาการของโรคหลอดลมตีบ

ซึ่งน้องหมาที่เป็นโรคหลอดลมตีบนั้น เจ้าของจะพบว่าน้องหมามีอาการไอ โดยเสียงที่ไอนั้น จะมีเสียงดังก้องกังวาน คล้ายเสียง “ห่านร้อง  (Goose-honking)” โดยเฉพาะตอนเวลาตื่นเต้น หลังออกกำลังกาย มีสายปลอกคอไปกดหลอดลม หรือแม้แต่หลังกินน้ำและอาหารก็สามารถเกิดการไอได้เช่นกัน บางรายจะพบว่ามีการหายใจลำบาก ทำให้เวลาในการหายใจเข้าหรือออกแต่ละครั้งจะนานกว่าปกติ เวลาตื่นเต้นหรือหายใจไม่ทัน ลิ้นก็อาจจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง (Cyanosis) ได้

สำหรับการรักษาส่วนใหญ่จะให้การรักษาทางยาเป็นหลัก ร่วมกับการจัดการอื่นๆ เช่น การลดน้ำหนัก ซึ่งหากเราป้องกันไม่ให้สุนัขมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐานได้ ก็จะสามารถช่วยลดอาการได้ เพราะ  เพราะเมื่อสุนัขอ้วน ความจุช่องอกลดลง มีไขมันไปเบียดหลอดลม ก็สามารถทำให้หลอดลมตีบได้ นอกจากนี้สามารถช่วยทำให้โครงสร้างหลอดลมในส่วนกระดูกอ่อนแข็งแรงขึ้น ด้วยการเสริมกลูโคซามีน คอนดรอยตินซัลเฟต รวมถึงเวลาสวมปลอกคออย่าสวมแน่นเกินไป เวลาจูงเดินให้ใช้สายแบบที่รัดอกจะดีกว่า เพื่อนๆ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดของโรคนี้เพิ่มเติมได้ใน อาการไอเรื้อรัง สัญญาณร้ายในสุนัขพันธุ์เล็ก

3. โรคขนร่วงโดยไม่ทราบสาเหตุ (Alopecia X) 

โรคขนร่วงโดยไม่ทราบสาเหตุ (Alopecia X) หรือที่บางคนอาจจะคุ้นกันในชื่อว่า โรค Black skin disease (โรคผิวหนังสีดำ) เป็นโรคในปอมเมอเรเนียนที่พบบ่อยมาก เรียกได้ว่าแทบจะคู่กันเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเอ่ยถึงโรคนี้เมื่อไร ก็ต้องนึกถึงสุนัขพันธุ์นี้ตามมาคู่กันเมื่อนั้น

สาเหตุแท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากการถ่ายทอดโดยยีนด้อยบนโครโมโซมเอ็กซ์ (X-linked recessive trait) ซึ่งจะได้รับมาจากแม่หมาสุนัข หรือเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนต่างๆ เช่น ฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth hormone) ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ฯลฯ หรือเกิดจากการที่ร่างกายขาดเอนไซม์บางชนิด เช่น 11β-hydroxylase, 21-hydroxylase, หรือ 3β-hydroxysteroid dehydrogenase เป็นผลทำให้เกิดการสะสมของฮอร์โมนเพศ (Sex hormone) ทำให้มีการตั้งชื่อโรคนี้เอาไว้มากมาย ตามสาเหตุที่คาดว่าจะทำให้เกิดโรคดังกล่าว

การวินิจฉัยโรคขนร่วงโดยไม่ทราบสาเหตุ

โรคขนร่วงที่เป็นโรคในปอมเมอเรเนียน การวินิจฉัยโรคนี้จำเป็นต้องทำการตรวจโรคผิวหนังหลายอย่าง เพื่อค่อยๆ ตัดประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป เช่น การพัฒนาของต่อมขนผิดปกติ (Follicular dysplasia) ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำผิดปกติ (Hypothyroidism) โรคครูซซิ่ง ซินโดรม (Cushing’s syndrome) ฯลฯ
ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางรักษาโรคนี้ที่จำเพาะ คุณหมออาจพิจารณาให้ยาหรือฮอร์โมนบางชนิด ในรายที่ตรวจพบความผิดปกติ และบางครั้งคุณหมออาจแนะนำให้ทำหมัน ซึ่งพบว่าสุนัขที่ป่วยประมาณ 75% ขนจะกลับมาขึ้นดังเดิม แต่ก็มีสุนัขบางตัวที่ทำหมันไปแล้วประมาณ 1-3 ปี จะกลับมามีขนร่วงได้อีก โดยเฉพาะในสุนัขเพศผู้
ความจริงแล้วสุนัขที่ป่วยด้วยโรคนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของน้องหมา เพียงแต่ทำให้น้องหมาขนร่วงบริเวณช่วงท้ายของลำตัว หาง สะโพก และอาจลามมาถึงช่วงบริเวณท้ายทอย ในลักษณะที่ร่วงสมมาตรทั้งสองข้าง และผิวหนังบริเวณที่ขนร่วงนั้นจะกลายเป็นสีดำ เนื่องจากเกิดการสะสมของเม็ดสีมากขึ้น (Hyperpigmentation) ทำให้ดูแล้วไม่สวย แต่หากเจ้าของไม่เคร่งเรื่องความสวยงามมากนัก และสุนัขได้รับการตรวจอย่างละเอียดแล้ว ไม่พบความผิดปกติอะไร อาจไม่จำเป็นต้องทำการรักษาก็ได้ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดของโรคนี้เพิ่มเติมได้ใน Alopecia X โรคขนร่วงประหลาดในสุนัข

โรคในปอมเมอเรเนียน

4. ภาวะอัณฑะทองแดง (cryptorchidism)

ภาวะอัณฑะทองแดง (cryptorchidism) โรคในปอมเมอเรเนียน คือ ภาวะที่ลูกอัณฑะค้างอยู่ในช่องท้องหรือบริเวณขาหนีบ ไม่ลงมาอยู่ในถุงหุ้มอัณฑะตามปกติ ซึ่งตามปกติลูกอัณฑะควรจะลงมาครบทั้งสองข้างตั้งแต่อายุ 2-6 เดือน ภาวะนี้จัดเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมอย่างหนึ่ง (sex-limited, autosomal recessive trait) ซึ่งเป็นโรคในปอมเมอเรเนียนที่พบได้บ่อยเช่นกัน ในการศึกษาย้อนหลังปัญหาเนื้องอกอัณฑะในสุนัขระหว่างปี พ.ศ. 2545-2548 ของ รศ.น.สพ.ดร.นริศ เต็งชัยศรี และคณะ พบว่ากลุ่มประชากรสุนัขที่ศึกษาและมีภาวะอัณฑะไม่ลงถุงนี้ เป็นสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียน 3.75% (3/80)

หากเราสังเกตหรือคลำบริเวณถุงหุ้มอัณฑะของน้องหมาที่เป็น จะพบว่ามีลูกอัณฑะไม่ครบทั้งสองข้าง บางรายมีเพียงข้างเดียว หรือบางรายไม่มีเลยทั้งสองข้าง ที่สำคัญลูกอัณฑะที่ค้างอยู่นี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเนื้องอกมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นคุณหมอจึงมักจะแนะนำให้ เจ้าของพาน้องหมาที่เป็นภาวะอัณฑะทองแดงไปผ่าตัดทำหมันเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเอาอัณฑะข้างที่ค้างออก จะได้ลดความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอก และยังเป็นการป้องกันการถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปยังรุ่นถัดไปด้วย

5. โรคต้อกระจก (Cataract)

โรคต้อกระจก (Cataract) เป็นอีกหนึ่งโโรคในปอมเมอเรเนียนที่พบได้ ตามรายงานของ Genetic Committee of the American College of Veterinary Ophthalmologists 2009 คาดว่าโรคต้อกระจกในน้องหมาพันธุ์ปอมเมอเรเนียนนี้ มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมเช่นกัน ยกเว้นบางรายอาจเกิดได้จากโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน โรคภายในลูกตา ฯลฯ หรือความเสื่อมของเลนส์ตาตามอายุ
เราสามารถพบโรคต้อกระจก โรคในปอมเมอเรเนียนได้ตั้งแต่อายุ 4 ปีขึ้นไปน้องหมาที่เป็นจะเกิดการขุ่นมัวของเลนส์ตา ทำให้มองเห็นไม่ชัด จนกระทั่งถึงกับตาบอดได้ เจ้าของจะสังเกตพบว่า เลนส์ตาของน้องหมาจะขุ่นขาวขึ้น (ลองสังเกตในตำแหน่งตรงกลางดวงตา โดยมองผ่านชั้นตาดำเข้าไป) ซึ่งอาจเป็นเพียงแค่ตาข้างเดียวหรือเป็นทั้งสองข้างก็ได้ สำหรับการรักษาจะใช้การหยอดยาเพื่อชะลอการขุ่นของเลนส์ตา หรืออาจพิจารณาผ่าตัดโดยการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นความถี่สูง หรือเอาเลนส์ตาออก แล้วใส่เลนส์ตาเทียมเข้าไปแทนที่

6. ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง (Hydrocephalus)

ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง (Hydrocephalus) เกิดจากการคั่งของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) ภายในบริเวณช่องว่างของสมอง (ventricular system) มากผิดปกติ ทำให้ความดันในสมองและกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ไปกดเนื้อสมอง ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา เช่น มีกะโหลกศีรษะโตผิดปกติ (dome-shaped head) มีอาการชัก การทรงตัวผิดปกติ เดินวน เดินอย่างไร้จุดหมาย รูม่านตาขยาย ตอบสนองต่อแสงช้าผิดปกติ ตากระตุก ตาเข ลูกตามองลงต่ำหรือตาเหล่ไปด้านข้าง เรียกอาการนี้ว่า “sunset gaze” หรือ “downcast eye gaze” บางรายอาจตาบอด หูหนวก รวมถึงมีการเจริญเติบและพัฒนาการในด้านต่างๆ ช้ากว่าสุนัขวัยเดียวกัน ฯลฯ

โรคในปอมเมอเรเนียนที่เป็นเป็นภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง ส่วนมากเป็นความผิดปกติมาแต่กำเนิด (Congenital hydrocephalus) อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือเกิดจากการพัฒนาของโครงสร้างที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตันการไหลเวียน หรือมีการสร้างของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังออกมามากเกินไป จึงทำให้ระบายออกไม่ทัน น้องหมาบางตัวอาจแสดงอาการตั้งแต่กำเนิด บางตัวอาจเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุ 2-3 เดือน โดยช่วงแรกๆ เจ้าของก็อาจสังเกตไม่พบความผิดปกติใด บางตัวก็อาจแสดงอาการให้เห็นเมื่ออายุมากกว่า 6 เดือนแล้วก็มี

อาหารที่ไม่ควรให้เมื่อมีโรคในปอมเมอเรเนียน

  • ขนม, ขนมหวาน;
  • หมู;
  • ไส้กรอก;
  • เนื้อรมควัน
  • อาหารรสเค็ม
  • นมพร่องมันเนย
  • พืชตระกูลถั่ว (ถั่วถั่ว);
  • กะหล่ำปลีสีขาว

 

นอกจากโรคในปอมเมอเรเนียนที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีอีกหลายโรคที่พบ ไม่ว่าจะเป็นภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำผิดปกติ (Hypothyroidism) โรค Haemophilia A ซึ่งส่งผลให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติไป โรคลมชัก โรค Sick sinus syndrome ซึ่งส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ ปัญหาที่ข้อศอก (Elbow dysplasia) และหัวไหล่ (Shoulder luxation) และปัญหาหนังตาม้วนเข้า เป็นต้น อยากให้ผู้ที่เลี้ยงหรือผู้ที่กำลังคิดจะเลี้ยงน้องหมาพันธุ์นี้ ได้ศึกษาทำความเข้าใจกับโรคในปอมเมอเรเนียนเอาไว้ จะได้หาทางป้องกันและรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ แม้โรคบางโรคไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ อย่าลืมใส่ใจสุขภาพให้กับน้องหมาปอมเมอเรเนียนสุดรัก

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง

ที่มาของบทความ

 

ติดตามอ่านเรื่องเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงได้ที่  examinationmedicine.com
สนับสนุนโดย  ufabet369